น้ำนมข้าว…นวัตกรรมจากรวงสู่มือคุณ
เมื่อชาวนา เปลี่ยนวิธีคิด จาก “ขายข้าวเปลือก” มาเป็น “ขายเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ”
ท่ามกลางความผันผวนของราคาข้าวและระยะเวลาการรอคอยฤดูกาลเก็บเกี่ยวอันยาวนาน มีเกษตรกรได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ทางออก” ของชาวนาไทยไม่ได้อยู่ที่การรอความหวังจากกำไรราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมองเห็น “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ในรวงข้าวในช่วงเวลาที่ใครหลายคนมองข้าม คือ การนำรวงข้าวระยะน้ำนมมาพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำนมข้าว” ในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

แนวความคิดหลักของนวัตกรรมนี้เกิดจาก การมองเห็นว่าเราไม่ควรจำกัดบทบาทของอาชีพทำนาไว้เพียงการจำหน่ายข้าวเปลือกเท่านั้น แต่ได้เล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิมที่กล่าวว่า “น้ำนมข้าวในระยะออกรวงใหม่เป็นช่วงที่อุดมด้วยคุณประโยชน์สูงสุด” จึงก่อให้เกิดคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนทั่วไปได้ดื่มน้ำนมข้าวที่สดใหม่แบบนี้ตลอดทั้งปี?” แนวคิดนี้เริ่มจากการลองผิดลองถูกในครัวเรือน ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแบรนด์ “SALANA” ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนากระบวนการผลิต อันนำไปสู่การยกระดับภูมิปัญญาชาวบ้านให้เป็นนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยง กลุ่มเกษตรกร ในพื้นที่ จ.ลำปาง ยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และนครปฐม เข้าสู่กระบวนการผลิตและจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

นวัตกรรมที่เปลี่ยนนิยามการเก็บเกี่ยว
โดยทั่วไป เกษตรกรมักรอให้เมล็ดข้าวเจริญเติบโตเต็มที่จนมีลักษณะสุกแก่สีทอง ก่อนนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่าย แต่กลุ่มเกษตรกรบ้านทิพย์ช้างได้เลือกแนวทางที่แตกต่าง ด้วยการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วง “ระยะน้ำนม” (Milk Stage) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 7 – 10 วัน ภายหลังการออกดอก ในระยะดังกล่าว เมล็ดข้าวอยู่ในช่วงที่มีการสะสมสารอาหารอย่างเข้มข้น โดยมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณสูงกว่าข้าวสารที่เก็บเกี่ยวในระยะสุกแก่ทั่วไป รายละเอียดตามภาพด้านล่าง


การยกระดับจากระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่เกษตรกรรมแบบเชิงนวัตกรรม กรมการข้าว ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับต้นน้ำของกระบวนการผลิต โดยเริ่มจากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่เหมาะสมต่อการแปรรูป ตลอดจนการส่งเสริมและรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีวัตถุดิบที่มีความปลอดภัย ได้คุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
การนำน้ำนมข้าวจากรวงข้าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุขวดมิใช่กระบวนการที่ดำเนินการได้โดยง่าย เนื่องจากคุณค่าความสดใหม่ของน้ำนมข้าวมีการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว กลุ่มเกษตรกรจึงได้ประสานความร่วมมือกับนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และกรมการข้าว ได้นำเทคโนโลยีการสกัดและระบบพาสเจอไรซ์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อควบคุมความสะอาด ความปลอดภัย และรักษาคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ให้คงอยู่ในระดับสูงสุด แนวทางดังกล่าวส่งผลให้ข้าวสารปริมาณหนึ่งถังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดด ผ่านการแปรรูปเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐาน
เรื่องราวของ “น้ำนมข้าว” สะท้อนให้เห็นว่า หากมีการปรับมุมมองและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “ทุ่งนา” จะไม่ใช่แค่พื้นที่ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็น “ห้องแล็บธรรมชาติ” ที่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมได้ ความสำเร็จนี้ถือเป็นต้นแบบที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยรายอื่นได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และนำแนวทางไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนจากผลผลิตที่ตนเองผลิตขึ้น
คุณประโยชน์ของ “น้ำนมข้าว” เครื่องดื่มจากช่วงเวลาทองของรวงข้าว
น้ำนมข้าวที่ได้จากระยะน้ำนมของรวงข้าว ถือเป็นช่วงเวลาที่เมล็ดข้าวกำลังสะสมสารอาหารอย่างเข้มข้น ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่น และแตกต่างจากข้าวที่เก็บเกี่ยวในระยะสุกแก่ทั่วไป โดยมีคุณประโยชน์สำคัญ ได้แก่
– สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และสนับสนุนการดูแลสุขภาพโดยรวม
– วิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เช่น วิตามินบีรวม ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และช่วยลดความอ่อนล้า
– พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ย่อยง่าย เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มที่ให้พลังงานแบบค่อยเป็นค่อยไป
– ปราศจากแลคโตสตามธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว หรือผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มจากพืช (Plant-based)
– เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ดื่มง่าย มีความหวานตามธรรมชาติของข้าว ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลมาก
คุณค่าทางโภชนาการน้ำนมข้าว (ปริมาณ 120 มิลลิลิตร)

ทั้งนี้น้ำนมข้าวยังมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย
แหล่งพลังงานที่ย่อยง่าย: มีคาร์โบไฮเดรตสูงในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานหลังออกกำลังกายหรือผู้ป่วยพักฟื้น
ทางเลือกที่ปลอดภัย (Hypoallergenic): เป็นนมพืชที่เกิดอาการแพ้น้อยที่สุด ไม่มีแลคโตส (Lactose-free), ไม่มีกลูเตน (Gluten-free) และ ไม่มีถั่ว จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้นมวัวหรือแพ้ถั่วเหลือง
บำรุงระบบประสาทและสมอง: อุดมด้วยวิตามินบี 1 และ บี 2 ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
ต้านอนุมูลอิสระ: ในน้ำนมข้าว (โดยเฉพาะข้าวไม่ขัดสี) มีสาร Gamma Oryzanol และวิตามินอี ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ บำรุงผิวพรรณ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL)
ปราศจากไขมันอิ่มตัว: ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำตามธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว น้ำนมข้าวยังสะท้อนแนวโน้มการบริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับอาหารฟังก์ชัน (Functional food) และเครื่องดื่มจากพืช ซึ่งกำลังเติบโตในตลาดสุขภาพทั่วโลก
***ที่มาข้อมูล
กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กรุงเทพฯ
บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ จ.นครปฐม

















Leave a Reply