“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ ขณะที่ อ.ส.ค. เตรียมเปิดประมูลจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุรวมกว่า 5 แสนหีบ ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ลดภาระสต็อกและเร่งจัดการสินค้าที่เสื่อมสภาพ
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคมนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอ ครม. พิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3 ซึ่งคาดว่า จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ
และ ในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจากปัจจุบันอ.ส.ค. ได้รับโควตานมโรงเรียนน้อย แต่ต้องรับซื้อน้ำนมดิบนอกเหนือจาก MOU ของสหกรณ์มาก เป็นภาระที่ต้องแบกรับทั้งด้านการแปรรูปและการตลาด
ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้รับซื้อนมไทย-เดนมาร์คล่าสุดได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.
ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค. ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค. 2569 เวลา 08.00-10.00 น. ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น. และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นโดยได้กำชับให้ อ.ส.ค. เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระพลได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค. หลังพบว่ายังมีผลิตภัณฑ์ใกล้หมดอายุซึ่งค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทางที่จะเร่งดำเนินการนอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น
สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค. อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน
ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้านายวัชระพลจะร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน
อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย
และ อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน