• โรช ไทยแลนด์ ดันนวัตกรรมการแพทย์–พื้นที่สุขภาพ พลิกโฉมภาพลักษณ์ไทย เน้นชูเทคโนโลยีแทนการแข่งราคา เข้าถึงการรักษาและ “การแพทย์แม่นยำ”
• กรม สบส. ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานสถานพยาบาล ยกระดับความร่วมมือ PPP เชิงรุกปักหมุดแบรนด์ประเทศไทยสู่สากล
• สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ชี้ช่องวิกฤตน้ำมันสร้างโอกาสใหม่ ดึงกลุ่มพรีเมียมพำนักยาว–จ่ายหนัก หนุนเศรษฐกิจฐานราก
• แพทย์เผยประสบการณ์ตรง คนไข้ต่างชาติบินมารักษาเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ไทย

กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2569 – บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ระดับโลก ในฐานะเจ้าภาพผู้จัดงานแถลงข่าวครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชั้นนำ ประกาศเจตนารมณ์และแผนโรดแมปเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับระบบสาธารณสุขและการแพทย์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียมอย่างยั่งยืน” (Premium & Sustainable Global Health Hub) มุ่งเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ประเทศสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพองค์รวมระดับเวิลด์คลาสที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในการวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นว่า กรม สบส. มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็น ‘ภาครัฐที่หนุนเสริม’ เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับมาตรฐานสถานพยาบาล และสร้างระบบนิเวศด้านสาธารณสุขที่เอื้อต่อการเติบโตในระดับสากล ความร่วมมือในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) ระหว่างรัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นตัวเร่งความสำเร็จที่สำคัญ (Key Accelerator) ในการสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทย (Nation Branding) ให้เป็นที่ยอมรับในฐานะศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสูงสุดบนเวทีโลก

ด้าน ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ เผยถึงความมุ่งมั่นในโอกาสครบรอบ 55 ปี พร้อมเปิดมุมมองเชิงลึกในการลดช่องว่างด้านราคาสู่การแพทย์แห่งอนาคตว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ โรงพยาบาล เครื่องมือ และบุคลากรที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว แต่การจะยกระดับจากระบบที่ดีสู่ระบบที่ยอดเยี่ยมเพื่อเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียมได้นั้น จำเป็นต้องผสานโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เข้ากับนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี นวัตกรรมจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงผู้ป่วย แม้ปัจจุบันจะมีการคิดค้นนวัตกรรมการแพทย์ที่ล้ำสมัยมากมาย แต่จะไม่มีประโยชน์เลยหากนวัตกรรมเหล่านั้นถูกเก็บไว้ หรือไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากอุปสรรคด้านราคา สำหรับโรชแล้ว “การเข้าถึงการรักษา” คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จในนวัตกรรมทางการแพทย์ และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องการเปลี่ยนเกม (Game Changer) ทั้งในแง่ผลการรักษาและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำ ‘การแพทย์แม่นยำ’ (Precision Medicine) ร่วมกับการตรวจยีนอย่างครอบคลุมเข้ามาใช้ เพราะการส่งมอบการรักษาที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยที่ถูกคนในเวลาที่เหมาะสม จะช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรไปกับยาที่ไม่ได้ผล และเปลี่ยนเป้าหมายจากการรักษาตามอาการในระยะรุนแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูง มาเป็นการรักษาให้หายขาดตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

ดร.แมทธิว ยังได้เน้นย้ำถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือเชิงรุก (Proactive Partnerships) เพื่อปรับเปลี่ยนโมเดล PPP ในฝันให้เกิดขึ้นจริงผ่าน 2แนวทางหลัก ได้แก่ โมเดล PPP ที่อยากเห็นคือการปรับเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อและผู้ขาย สู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ร่วมมือกันโดยขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายและผลลัพธ์เดียวกัน โรชมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสร้าง ‘โมเดลเงินทุนที่ยั่งยืน’ (Sustainable Funding Models) แนวทางแรกคือ การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านข้อตกลงในการเข้าสู่ตลาดแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Entry Agreements – MEA) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ล้ำสมัยได้ โดยที่ภาครัฐยังคงสามารถควบคุมและบริหารจัดการงบประมาณสาธารณสุขให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดได้
แนวทางที่สองคือ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มผ่าน ‘การวิจัยทางคลินิก’ (Clinical Trials) ซึ่งโรชพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาและยกระดับการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยให้มีความน่าสนใจในเวทีโลก โดยประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้นเด่นชัดมาก เพราะทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัยทางคลินิก จะสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ถึง 2.9 บาท การดึงดูดให้เกิดการวิจัยในไทยมากขึ้นจึงเป็นการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในระบบสุขภาพโดยรวมโดยตรง และนำไปสู่การสร้าง ระบบคัดกรองโรคระยะแรกเริ่มอย่างครบวงจรระดับชาติ (National Early Detection Ecosystem) พลิกบทบาทประเทศไทยสู่ผู้นำด้านสุขภาพระดับเวิลด์คลาส

ด้าน นพ.วิกรม เจนเนติสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาและเคมีบำบัด และเจ้าของเพจ “หมอมะเร็งไทยแลนด์ หมอนาย“ ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของบุคลากรการแพทย์ไทยและการแพทย์เชิงรุกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญในระดับสูงและมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการรองรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ จากประสบการณ์ตรงในการดูแลรักษาที่ผ่านมา มีผู้ป่วยต่างชาติจำนวนมากที่เจาะจงเดินทางมารับบริการที่ประเทศไทย เนื่องจากมีความเชื่อมั่นอย่างสูงในมาตรฐานการรักษาพยาบาลและความรู้ความสามารถของแพทย์ไทย ซึ่งนี่คือฐานทุนที่แข็งแกร่งมากในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียม
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการแพทย์ยุคใหม่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซ่อมสุขภาพมาเป็นการสร้างสุขภาพ การผลักดันแคมเปญการรักษาและการตรวจคัดกรองโรค ‘เชิงรุก’ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จะช่วยทลายกำแพงความรู้ด้านสาธารณสุข ทำให้ทั้งประชาชนไทยและผู้รับบริการชาวต่างชาติเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์เฉพาะทางยุคใหม่ต้องพร้อมทำหน้าที่สร้างการรับรู้ เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก สอดรับกับแนวคิดการตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการแพทย์แม่นยำที่โรชและภาครัฐกำลังร่วมกันผลักดัน

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ดร.ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติตัวเลขระดับโลกและแผนยุทธศาสตร์ระเบียงสุขภาพเพื่อกระจายรายได้สู่ฐานรากว่า ในยุคที่มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 224 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 สู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 323 ล้านล้านบาท) ในปี 2029 (อัตราเติบโตเฉลี่ย CAGR 7.6%) ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโอกาสครั้งสำคัญในการเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนการเดินทางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ให้เป็นกลยุทธ์ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียมที่มีพฤติกรรม ‘เดินทางน้อยลง พำนักนานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น’ (Travel Less • Stay Longer • Spend More) ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการประสบการณ์สุขภาพและมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่าปกติถึง 30-50% สมาคมฯ ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ไทยรองรับผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ให้ได้ 2-3 ล้านคนต่อปี เพื่อดึงเม็ดเงินรายได้หลักแสนล้านบาทกลับเข้าสู่ประเทศ
พร้อมกันนี้ ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน โรช ไทยแลนด์ ยังได้ต่อยอดความร่วมมือสู่การจัดงานเสวนาเชิงวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญในหัวข้อ ‘วิสัยทัศน์การดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน: พลังนวัตกรรมเพื่อคนไทยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ’ โดยได้รับเกียรติจากผู้นำและผู้ทรงคุณวุฒิในระบบสาธารณสุขกว่า 60ท่าน เข้าร่วมงาน นำโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ (Smart Healthcare) รวมถึงการขับเคลื่อนกลไกเร่งสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ผ่านการผสานความร่วมมือระดับโลกสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ในโอกาสนี้ นางสาวคริสติน ลูฟ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ยังได้ให้เกียรติเข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจของโรชในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

งานแถลงข่าวและงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 55 ปี โรช ไทยแลนด์ ครั้งนี้ ถือเป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความร่วมมือ โดยมี โรช ไทยแลนด์ เป็นแกนนำหลักในการประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคสมาคมฯ ที่พร้อมจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ด้วยนวัตกรรมชั้นสูง ในการเพิ่มการเข้าถึงการรักษา และร่วมกัน “ดูแลสุขภาพเชิงรุก สร้างสุขให้คนไทย และขับเคลื่อนไกลสู่เศรษฐกิจโลก” อย่างยั่งยืน







ใส่ความเห็น