กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อน Medical Investment Hub ผนึกความร่วมมือ GSK บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวัคซีนและนวัตกรรมการรักษาโรค เสนอขยายการลงทุนวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม 1,500 ล้านบาทในระยะเวลา 10 ปี พร้อมพัฒนาบุคลากรและสถานพยาบาลวิจัย ศึกษาความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยา

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพ เพื่อประโยชน์ต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับบริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) โดยมีนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนามฝ่ายกระทรวงสาธารณสุข

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Medical Investment Hub เพื่อผลักดันภาคการแพทย์และสุขภาพให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การยกระดับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Service Hub) การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Hub) และการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product and Health Manufacturing Hub) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ความร่วมมือกับ GSK เป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดศักยภาพประเทศไทยด้านการวิจัยทางคลินิกและอุตสาหกรรมวัคซีน โดยบริษัทเสนอขยายการลงทุนวิจัยเพิ่มเติมประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยยกระดับองค์ความรู้ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในภูมิภาค”

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพการวิจัยทางคลินิกของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้มีความพร้อมรองรับการวิจัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานวิจัยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“กระทรวงสาธารณสุขมุ่งพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลให้เป็นแหล่งวิจัยทางคลินิกที่มีศักยภาพ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิจัยและวัคซีน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษา และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกในภูมิภาค”

นายโยเกซ โกปาลคริชแนน รักษาการผู้จัดการทั่วไป บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) กล่าวว่า “การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์และยกระดับผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงแนวทางการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากลและเข้มงวด นอกจากนี้ การวิจัยทางคลินิกยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และสถาบันวิจัย ช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาวผ่านการวินิจฉัยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

GSK ในฐานะบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก มุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการป้องกันและรักษาโรค ภายใต้พันธกิจ Ahead Together ก้าวล้ำนำโรคไปด้วยกัน เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญของภูมิภาค การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบนิเวศการวิจัย การสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการวิจัยทางคลินิก รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และข้อมูลจากการใช้จริง (Real-World Evidence) มาประยุกต์ใช้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สู่ประเทศไทยมากขึ้น ยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศ และสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ GSK มีประสบการณ์การลงทุนวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 2565–2569 ได้ดำเนินการศึกษา 35 โครงการ ในสถานที่วิจัย 118 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 712 ล้านบาท ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดการลงทุนและพัฒนาศักยภาพระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน

GSK พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว