วันที่ 27 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงาน “การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน ครั้งที่ 15” ภายใต้หัวข้อ “มุ่งสู่ประชาคมไทย–จีนที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อความเจริญรุ่งเรือง: การเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 67 ปี ภายใต้แนวคิดหลัก “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย Professor WU Jianping อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ร่วมกล่าวเปิดงาน โดยมีคณะผู้บริหาร นักวิจัย นักวิชาการ และผู้เข้าร่วมการสัมมนา เข้าร่วมงานฯ กว่า 100 คน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน ครั้งที่ 15 เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการ และส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นควบคู่กับวาระครบรอบ 67 ปี ของ วช. ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายพันธมิตรทางการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีนตลอดระยะเวลา 15 ปีของความร่วมมือระหว่าง วช. และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันสั่งสมประสบการณ์ สร้างเครือข่ายทางวิชาการ และพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งในด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ในวาระครบรอบ 15 ปี ความร่วมมือระหว่าง วช. และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือไปสู่มิติใหม่ ทั้งการพัฒนาโครงการวิจัยข้ามสาขา การเชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเผชิญร่วมกัน จากรากฐานความร่วมมือ 15 ปี สู่การสร้างสรรค์อนาคตบทใหม่ของการวิจัยและนวัตกรรมไทย–จีน โดยมุ่งหวังให้การสัมมนาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ ความร่วมมือใหม่ และผลลัพธ์จากการวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

Professor WU Jianping อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียว (Huaqiao University: HQU) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–จีนในวาระเริ่มต้น 50 ปีที่สองแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยทั้งสองประเทศมุ่งยกระดับความร่วมมือสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–จีน ผ่านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ “มุ่งสู่ประชาคมไทย–จีนที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อความเจริญรุ่งเรือง: การเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เกษตรกรรมยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อผลักดันความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต

ถัดมาเป็นการปาฐกถาพิเศษโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Professor WANG Qiubin คณบดีวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 หัวข้อ โดยมีมีผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ดังนี้

หัวข้อที่ 1:การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางอุตสาหกรรม

– รองศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธิ์ ศักดาพัฒน์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

– ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

– นายประทีป ช่วยเกิด สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

– Professor FU Lianying รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์และการเงิน มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

– Professor GUO Xinhua รองคณบดี คณะวิทยาการสารสนเทศและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว 

– Professor YU Haiqiu ผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์มณฑลยูนนาน 

โดยมี นายชยาภัทร วารีนิล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

หัวข้อที่ 2: การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม 

– รองศาสตราจารย์ ดร.ปรวัฒน์ วิสูตรศักดิ์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 

– ดร.ธีรนันท์ แตงทอง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

– Professor XUE Wenchao ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRRC)สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

– Professor ZHU Jianqing รองคณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

– Professor CHEN Hongwei รองคณบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

– Professor KE Rongqin คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว 

โดยมี Professor RAO Xiaoping มหาวิทยาลัยหัวเฉียว  เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

หัวข้อที่ 3: การส่งเสริมการเกษตรยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร 

– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยนุช ใจแก้ว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศุภกร คนคล่อง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 

– นางสาวเบญญสิริ เอี่ยมวิริยะพงษ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ 

– Professor ZHANG Xiuwu คณบดี สถาบันเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณและสถิติ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวประเทศจีน 

– Professor RAO Xiaoping รองคณบดี สถาบันเทคโนโลยีการเปลี่ยนรูปคาร์บอนขั้นสูง มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

– Professor WANG Mingyuan วิทยาลัยวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

โดยมี นายประทีป ช่วยเกิด มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

หัวข้อที่ 4: ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และการเชื่อมโยงระหว่างไทย–จีน

– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ มีชัยโย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 

– ดร.ปัณณิกา งามเจริญ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

– ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ผู้อำนวยการศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานาชาติ ดิจิทัลหนึ่งแถบหนึ่งเส้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

– Professor ZOU Yongguang รองคณบดี วิทยาลัยการท่องเที่ยว 

– Professor SONG Qingrun คณะเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง 

– Professor CHANG Xiang หัวหน้าสำนักงานกรุงเทพฯ ศูนย์การสื่อสารเอเชีย–แปซิฟิก สำนักพิมพ์และสื่อสารระหว่างประเทศแห่งประเทศจีน 

โดยมี Professor ZHANG Xiuwu มหาวิทยาลัยหัวเฉียว   เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

ทั้งนี้ การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน ครั้งที่ 15 ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างไทยและจีน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และมุมมองเชิงนโยบาย โดยมุ่งนำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้เป็นกลไกในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน