ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง เดินหน้าเสริมแกร่งศูนย์ข้าวชุมชน เพิ่มแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ลดการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภายนอก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและเชื่อมโยงตลาด ขณะที่กลุ่มเกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี ต.แจ้ซ้อน จ.ลำปาง พลิกปลูกข้าว กข83 อินทรีย์ สร้างรายได้จากการขายข้าวเปลือกราคา 20 บาทต่อกิโลกรัม มีกำไรเฉลี่ย 8,000 บาทต่อไร่

   นางสาวปิยวรรณ มาตราช ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง (ศมข.ลำปาง)  กรมการข้าว  เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวไทยในปัจจุบัน คือ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 1.411 ล้านตันต่อปี แต่มีเมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่มีการควบคุมเพียงประมาณ 0.722 ล้านตัน ยังขาดแคลนอีกราว 0.699 ล้านตัน กรมการข้าวจึงดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเพิ่มแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพในระดับพื้นที่ ลดการพึ่งพาแหล่งผลิตภายนอก และช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางมุ่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรตั้งแต่การเตรียมแปลง การดูแลรักษา การควบคุมคุณภาพ การตรวจแปลงและกำจัดข้าวพันธุ์ปน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ควบคู่กับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งต้น ปัจจัยการผลิต และอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงพัฒนาทักษะการบริหารจัดการกลุ่มและการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพและกระจายสู่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ

ในส่วนของการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในปี 2567 และ 2568 จำนวน 7 ศูนย์ ได้รับเมล็ดพันธุ์ศูนย์ละ 2 ตัน ขณะที่ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในปี 2569 อีก 2 ศูนย์ ได้รับการสนับสนุนศูนย์ละ 3 ตัน เพื่อใช้เป็นต้นทุนตั้งต้นสำหรับผลิตและขยายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีสู่ชุมชน การดำเนินงานดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรได้ประมาณ 370 บาทต่อไร่ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมสร้างความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการผลิตในแปลงนาของตนเอง

    นางสาวปิยวรรณ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น สามารถตรวจแปลง ตัดถอนข้าวพันธุ์ปน และจัดการโรคและแมลงได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเพื่อใช้เองและกระจายให้เกษตรกรรายอื่นในชุมชน ระยะต่อไป ศูนย์ฯ จะเน้นย้ำการรักษาความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะการกำจัดข้าวพันธุ์ปนและการทำความสะอาดรถเกี่ยวนวดก่อนเข้าเก็บเกี่ยวทุกครั้ง เพื่อป้องกันการปะปนของข้าวต่างพันธุ์ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตรตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความชื้นต่ำ สิ่งเจือปนน้อย และสามารถเก็บรักษาได้นาน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น LINE, Facebook และ TikTok ในการประชาสัมพันธ์สินค้า ติดต่อผู้ซื้อ และขยายช่องทางจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น

   ด้าน นายจรัญ สิทธิจู ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง กล่าวว่า กลุ่มได้รับการส่งเสริมจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิก 5 ราย พื้นที่ปลูกประมาณ 20 ไร่ ผลิตข้าวพันธุ์ กข83 หรือ “ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน” ในระบบอินทรีย์ ศูนย์ฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นการลดต้นทุนและรักษาความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ผ่านการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพและใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี ทำให้กลุ่มมีผลผลิตเฉลี่ย 650–700 กิโลกรัมต่อไร่ และมีต้นทุนเฉลี่ย 3,500–4,000 บาทต่อไร่

 ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญคือการเชื่อมโยงตลาด โดยกลุ่มทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร เพื่อรับซื้อผลผลิตข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน ซึ่งผ่านมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าว โดยกลุ่มสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท และมีกำไรเฉลี่ยประมาณ 8,000 บาทต่อไร่ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังช่วยให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายทั่วไป ไปสู่การผลิตข้าวพันธุ์ กข83 ที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถเรียนรู้วิธีคัดเลือกและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปอย่างถูกต้อง ช่วยลดปัญหาข้าวพันธุ์ปนและเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ อีกทั้งสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาคน ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างตลาดรองรับ เพื่อยกระดับอาชีพชาวนาให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว