ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ขับเคลื่อนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทาง BCG Model และโครงการ “ข้าวรักษ์โลก” มุ่งปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต ลดการเผาตอซังและฟางข้าว ลดการพึ่งพาสารเคมี พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ จุลินทรีย์ และพลังงานสะอาด ผลตอบรับดี เกษตรกรลดต้นทุนปุ๋ยและสารเคมี 20–30% ขณะที่ข้าวคุณภาพสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 10–15%

นางสาวปิยวรรณ มาตราช ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง เปิดเผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 โดยมุ่งสร้างระบบการผลิตข้าวที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกร ซึ่งแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์ฯ จึงส่งเสริมแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์มีความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น พร้อมสนับสนุนการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากพื้นที่นาที่มีน้ำขัง

ขณะเดียวกัน จังหวัดลำปางและพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 เป็นประจำทุกปี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางจึงผลักดันแนวทาง “เลิกเผาตอซังและฟางข้าว” อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบหรือแปรรูปฟางข้าวเพื่อสร้างมูลค่า แทนการเผาที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ ยังนำแนวคิด BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) และโครงการ “ข้าวรักษ์โลก” มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการผลิตที่มุ่งเน้นปริมาณไปสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวที่ตอบโจทย์ตลาดและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น 

สำหรับการขับเคลื่อนในพื้นที่ ศูนย์ฯ ใช้แนวทางสร้างความตระหนักรู้ควบคู่กับการทำให้เกษตรกรเห็นผลจริง โดยกำหนดกติการ่วมกันในกลุ่มนาแปลงใหญ่ กลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการงดเผาอย่างเด็ดขาด โดยการรวมกลุ่มยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน เช่น รถอัดฟางและเครื่องไถกลบ ช่วยลดภาระการลงทุนรายบุคคล พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตทดแทนสารเคมี เช่น จุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ซึ่งช่วยเร่งการย่อยสลายให้เร็วขึ้นและทันต่อรอบการทำนา รวมถึงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และสารชีวภัณฑ์สำหรับควบคุมศัตรูพืชไว้ใช้เองในชุมชน

นางสาวปิยวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับการตอบรับจากเกษตรกรในทิศทางที่ดี แม้ในระยะแรกจะมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนจากวิธีการผลิตแบบเดิม แต่เมื่อเกษตรกรเห็นผลลัพธ์ด้านการลดต้นทุนและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต จึงเกิดความร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งจากผลการดำเนินงาน พบว่า การลดการใช้สารเคมีและนำจุลินทรีย์มาใช้ย่อยสลายตอซังแทนการเผา สามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีได้ประมาณ 20–30% ขณะเดียวกัน ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพและผ่านมาตรฐานได้รับความสนใจจากตลาดพรีเมียมและโรงสีพันธมิตร ทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ 10–15%

นอกจากผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแล้ว การลดการใช้สารเคมียังช่วยลดการสัมผัสสารเคมีของเกษตรกรและผู้ปฏิบัติงานในแปลงนา ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ขณะที่การผลิตที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดและผู้บริโภค ทั้งนี้ จากข้อมูลภาพรวมการประเมินผลโครงการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 11.90% จากการจำหน่ายผลผลิตที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การรักษาสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกับการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เมื่อเกษตรกรลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี และเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตอย่างยั่งยืน” นางสาวปิยวรรณ กล่าว