
“จีเอ็มแอล” ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติชั้นนำ ผนึกกำลัง CAAT depa กรมวิชาการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ GISTDA และ World UAV Federation เตรียมจัดงาน DronTech Asia 2026 ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากการจัดงานรวมกว่า 350 ล้านบาท ผ่านการเจรจาธุรกิจ การลงนามความร่วมมือ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมดึงผู้แสดงสินค้ากว่า 150 ราย และผู้เข้าร่วมงานระดับมืออาชีพจากภาครัฐ อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านความมั่นคงในอาเซียน มั่นใจตลอดการจัดงานมีผู้ชมไม่น้อยกว่า 5,000 คน

นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานบริษัทGML Exhibition (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่าปัจจุบันตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยGrand View Research รายงานว่าตลาดโดรนทั่วโลกในปี2568 มีมูลค่าราว84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐและคาดการณ์ว่าจะเติบโตสู่ระดับ182,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี2576 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ9.5 ต่อปีโดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการบูรณาการAI ระบบอัตโนมัติและโครงสร้างพื้นฐาน5G ที่ทำให้โดรนสามารถปฏิบัติภารกิจซับซ้อนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นทั้งนี้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกถูกจัดให้เป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดจากปัจจัยการขับเคลื่อนเกษตรกรรมแม่นยำการพัฒนาการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจดิจิทัลอุตสาหกรรมโดรนจึงไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไปแต่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของทุกประเทศในขณะที่ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียนจึงมีทั้งโอกาสและความจำเป็นที่ต้องสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีโดรนของตนเองอย่างเร่งด่วน

“ประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เราเป็นทั้งประเทศเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดรนคือสะพานที่เชื่อมทั้งสามมิตินั้นเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิตภาคเกษตร การสำรวจโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งในพื้นที่ห่างไกล หรือการเฝ้าระวังชายแดน โดรนกำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองอย่างเร่งด่วน” นายมนู กล่าว

นายมนู กล่าวเพิ่มเติมว่าDronTech Asia 2026 ออกแบบมาให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้าแต่คือเวทีกลางในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโดรนของไทยและภูมิภาคโดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐชั้นนำอาทิสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(CAAT) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(depa) กรมวิชาการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ(DTI) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(GISTDA) และWorld UAV Federation สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องในการผลักดันให้ไทยก้าวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีโดรนในระดับภูมิภาค

ภายในงาน นอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีโดรนเพื่อการพาณิชย์และการป้องกันประเทศมากกว่า 150 แบรนด์ทั่วโลกแล้ว ยังนำเสนอเวทีสัมมนานานาชาติ (International Seminar) การบรรยายด้านเทคนิค และการสาธิตเทคโนโลยีในสถานการณ์จริง ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่เกษตรอัจฉริยะ โลจิสติกส์ ความมั่นคง ไปจนถึง Future Air Mobility ซึ่งรวมถึงยานพาหนะ eVTOL หรือ อากาศยานไร้คนขับ และระบบการบริหารจัดการน่านฟ้าอัจฉริยะยุคใหม่ โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากการจัดงานรวมกว่า 350 ล้านบาท ผ่านการเจรจาธุรกิจ การลงนามความร่วมมือ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมั่นใจว่าตลอดการจัดงานมีผู้ชมไม่น้อยกว่า 5,000 คน โดยเป็นผู้เข้าร่วมงานระดับมืออาชีพจากภาครัฐ อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านความมั่นคงในอาเซียน

นอกจากนี้ “จีเอ็มแอล” ยังได้เชิญผู้แทนจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมโดรนสู่เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของไทยและความมั่นคงประเทศ” เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการจัดงาน DronTech Asia 2026 และสะท้อนให้เห็นว่า “โดรน” ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งขับเคลื่อนร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นอย่างรูปธรรม

พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(CAAT) ระบุว่าCAAT ได้เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการบินโดรนอย่างต่อเนื่องโดยเมื่อวันที่1 กันยายน2567 ได้แก้ไขข้อจำกัดการอนุญาตโดรนขนาดเกิน25 กิโลกรัมส่งผลให้โดรนขนาดใหญ่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่างๆได้อย่างแพร่หลายมากขึ้นพร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโดรนและผู้บังคับโดรนซึ่งช่วยผลักดันให้มีผู้ขึ้นทะเบียนสะสมกว่า60,000 คนปัจจุบันCAAT อยู่ระหว่างจัดทำDrone Master Plan หรือแผนแม่บทโดรนระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบายกฎหมายการพัฒนาบุคลากรโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยและความมั่นคงเพื่อเป็นRoadmap ที่ชัดเจนในการผลักดันให้ไทยก้าวสู่น่านฟ้าอัจฉริยะรองรับทั้งโดรนพาณิชย์และระบบการขนส่งทางอากาศในเมือง(Urban Air Mobility) ในอนาคตอันใกล้

นางสาวยุรวรรณ อนันตนมณี นักวิชาการเกษตรชำนาญการกลุ่มบริหารศัตรูพืชกรมวิชาการเกษตรกล่าวเสริมว่าFortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดโดรนเพื่อการเกษตรทั่วโลกจะเติบโตจาก6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี2567 สู่23,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี2575 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ18.5 ต่อปีสะท้อนให้เห็นว่าโดรนกำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเกษตรยุคใหม่ทั่วโลกประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมชั้นนำจึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังโดยภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและนำโดรนมาใช้ในกระบวนการผลิตผ่านคอร์สฝึกอบรม”ผู้ควบคุมการพ่นวัตถุอันตรายทางการเกษตรด้วยอากาศยาน” เพื่อตั้งเป้าอบรมผู้ควบคุมโดรนพ่นสารจำนวน5,000 รายทั่วประเทศภายในปี2570

ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(depa) กล่าวว่าการผสานโดรนเข้ากับAI และData Platform ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเดิมแต่กำลังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงซึ่งไทยจำเป็นต้องคว้าโอกาสนี้พร้อมเผยมาตรการสนับสนุนStartup และSME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีโดรนได้จริงผ่านโครงการ“1 ตำบล1 ดิจิทัล(ชุมชนโดรนใจ)” ซึ่งเป็นโครงการflagship ของdepa ด้านโดรนเพื่อการเกษตรโดยdepa อุดหนุนค่าโดรนร้อยละ60 ให้แก่ชุมชนส่งเสริมเฉพาะโดรนที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับการรับรองมาตรฐานdSURE พร้อมอบรมนักบินโดรนและช่างซ่อมบำรุงในชุมชนตั้งเป้าครอบคลุม500 ชุมชนทั่วประเทศพื้นที่เกษตรกรรมกว่า4 ล้านไร่และจัดตั้งศูนย์ซ่อมและบริการโดรน50 แห่งทั่วประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุรเดช ตัญตรัยรัตน์ หัวหน้าหน่วยวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินและระบบอัจฉริยะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) ระบุว่าในช่วง3 – 5 ปีที่ผ่านมางานวิจัยด้านโดรนในไทยพัฒนาก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญโดยผลงานที่เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนได้แก่การพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับแบบปรับทิศแรงขับดันที่ผสานความสามารถของโดรนหลายใบพัดและอากาศยานปีกตรึงเข้าด้วยกันสามารถขึ้นลงแนวดิ่งโดยไม่ต้องใช้รันเวย์บินได้นานกว่า3 ชั่วโมงด้วยความเร็วสูงสุด100 กม./ชม. เหมาะกับงานลาดตระเวนและสำรวจพื้นที่เสี่ยงรวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริการเช่าระบบโดรนแบบSubscription ซึ่งทั้งสองผลงานได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้วและมทส. ได้อนุญาตให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้วสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยโดรนไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องแล็บแต่พร้อมก้าวสู่อุตสาหกรรมจริงได้แล้ว

นายอัศวิน โรมประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ(ประเทศไทย) เปิดเผยจากประสบการณ์ภาคสนามว่านับตั้งแต่เริ่มนำโดรนเข้าสู่ภารกิจค้นหาช่วยเหลือและประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนทีมปฏิบัติการสามารถเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้เร็วขึ้นแม่นยำขึ้นและลดความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมย้ำว่าโดรนในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือภารกิจพลเรือนแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทโธปกรณ์ด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง







ใส่ความเห็น