วันที่ 2 สิงหาคม 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยข้อมูล ผลกระทบโควิค-19 รัฐบาลสั่งปิดเรียนยาว สร้างผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย ส่งผลทักษะทางวิชาการโดยเฉพาะผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ลดลงอย่างชัดเจน วอนรัฐบาล กระทรวงศึกษาเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไปหวั่นกระทบต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมในอนาคต

นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กสศ. ได้ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทาง การศึกษาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญหนึ่งของ กสศ. ที่เป็นกลุ่มเด็กควรได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย เพราะช่วงปฐมวัยเป็นช่วงทองของชีวิตปัจจุบัน กสศ. มีการร่วมกับทั้ง 3 หน่วยงานคือ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) (ตชด.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในโรงเรียนอนุบาล ผ่านทุนเสมอภาค พร้อมทั้งพัฒนากลไกเชิงระบบในจังหวัดต้นแบบ เพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยนอกระบบอีกด้วย

ที่ผ่านมา กสศ. ที่ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการ ประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาระบบฐานข้อมูลและงานวิจัยเพื่อชี้ให้เห็นถึงในสถานการสำคัญของกลุ่มเด็กปฐมวัย ทั้งระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data) ซึ่งเริ่มต้นเก็บมาตั้งแต่ปี 2558 และระบบฐานข้อมูลสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey) เพื่อการเคลื่อนที่เร็วต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ เพราะการพัฒนาและการลงทุนในเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญสำหรับทุกครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญ คือเด็กปฐมวัยโดยเครื่องมือนี้ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แล้วอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID- 19 เมื่อได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบบนฐานงานวิชาการทำให้เราพบว่า COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบเป็นรายบุคคลที่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่ยังทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างออกไปอีก โดยเมื่อเรานำข้อมูล School Readiness มาวิเคราะห์ร่วมกับ ฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ (CCT) และผลที่ได้มาจาก สพฐ. นำมาวิเคราะห์นั้นทำให้รู้ว่า ต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องสูญเสียเด็กไปทั้งรุ่น หรือ Lost Generation  กสศ. พร้อมใช้พลังข้อมูล พลังเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมแก้วิกฤต สถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า RIPED ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย โดยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้า สู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) การสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัย แบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) การพัฒนาศูนย์อบรมและครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่น่าสนใจเพื่อประเมินว่าเด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะ เรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในระดับประถมศึกษาหรือไม่ โดยวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัยด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และ Executive Functions (EFs) พร้อมสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนและสถานศึกษา โดยเครื่องมือนี้ ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแบบประเมินภายใต้โครงการ Measuring Early Learning and Outcome หรือ MELQO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูเนสโก (UNESCO) ธนาคารโลก (World Bank), Brookings Institution และ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เนื่องจากการระบาดของโค วิด-19 ส่งผลให้ปัจจุบันสำรวจไปได้ 73 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดจะเลื่อนไปสำรวจในช่วงต้นปี 2566 โดยค้นพบจาก TSRS ที่น่าสนใจ

โดยพบว่าการปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน ซึ่งดูได้จากผลเปรียบเทียบระดับความพร้อมฯ เฉลี่ยด้านวิชาการ 1 ที่ได้จากข้อมูลใน 3 ระยะ 3 ปีที่เก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลของกลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่มีการปิดเรียนอย่างยาวนานมีระดับความพร้อมฯ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กที่เก็บข้อมูลในปี 2563 ซึ่งยังไม่มีผลกระทบจากโควิด-19 และกลุ่มเด็กเก็บในปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เล็กน้อย เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปิดเรียนอย่างยาวนานจากโควิด-19 ส่งผลให้ทักษะทางวิชาการโดยเฉพาะผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ (คิดให้คะแนนเต็มเท่ากับ 100 คะแนน) ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ข้อสรุปพบว่า ทักษะของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิค-19 ที่ทำให้จนรัฐบาลสั่งปิดสถานศึกษาให้เด็กปฐมวัยอยู่กับครัวเรือนมากขึ้น แต่จากข้อมูลพบว่าครอบครัวอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง โดยจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันต่อสัปดาห์ที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยในช่วงที่เกิดการระบาด ของโควิด-19 เปรียบเทียบกับก่อนการระบาดลดลงอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็อ่านหนังสือ เองน้อยลงอย่างชัดเจนด้วยโดยผลการศึกษาพบว่าเด็กใช้เวลากับหน้าจอ (screen time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในที่นี้นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการ แต่ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์

ทั้งนี้ยังพบข้อมูลว่าปัญหาเศรษฐกิจและฐานะของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนกว่ามีความพร้อมฯ ต่ำลงด้วยซึ่งเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) เชื่อมโยงกับข้อมูลนักเรียน ทุนเสมอภาคที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก กสศ. ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า เด็กยากจนพิเศษมีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 5.7 และร้อยละ 4.2 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 7.7 และร้อยละ 8.7 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ในขณะที่เด็กยากจน มีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.5 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 7.2 ของ คะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนหรือความขัดสนมีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างมาก ความยากจนมีผลทำให้เด็กปฐมวัยได้ไม่เต็มศักยภาพหรือไม่มีความพร้อมฯ เท่าที่ควร บ้านหรือครอบครัวยังขาด ทักษะและความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และเครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) ภายใต้โครงการ TSRS เป็นเครื่องมือประเมินเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมสำหรับการติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย

“วันนี้เราทุกคนได้รับบทเรียนที่สำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็กปฐมวัยที่ประสบกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ที่รุนแรง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นโยบายระยะสั้นที่ควรจะเร่งดำเนินการคือ การเปิดเรียนให้นานและปิดให้น้อย เพื่อชดเชยเวลาคุณภาพที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เร็วโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีความเสี่ยงน้อยควรเร่งฟื้นฟูความรู้ให้กับเด็กปฐมวัยให้เร็วที่สุด ส่วนนโยบายระยะยาวที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูทักษะ คือ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัยโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ขาดโอกาสหรือเด็กยากจน ซึ่งจากที่ได้ดำเนินการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ครูปฐมวัยเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก และสนับสนุนให้เกิดแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” ศ.ดร.วีระชาติ  กล่าว

ด้าน นายสวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ ให้ความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะถือเป็นช่วงวัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งผลให้คุณภาพของประชากรของประเทศดีขึ้น ในการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ผศ. ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนนั้นในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 เห็นว่าทำการจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับแบบฉับพลัน รวมทั้งกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบ นิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียน ไม่เพียงพอต่อสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไป  ขณะที่บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครู ประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชน ได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

สำหรับ มรภ.ภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทางานในการยกระดับคุณภาพ การเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิตครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ โครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจำการและนักเรียน ทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน (Q-Network) โดยนาระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานเพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น 

By admin

สนใจโฆษณาติดต่อ คุณจันทร์แรม โทร 0917233792

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเด่น